วรรณา นาวิกมูล

ความรู้เบื้องแรกเรื่องแม่โพสพ
            
              
ผู้เขียนเป็นคนกรุงเทพฯ เมื่อเป็นเด็กน้อยแม่สอนว่า อย่ากินข้าวเหลือนะลูก แม่โพสพจะเสียใจ อย่าเหยียบเมล็ดข้าวที่ตกอยู่บนพื้นนะลูก แม่โพสพจะโกรธ หากพลั้งเท้าเหยียบลงบนเมล็ดข้าวแล้ว ให้ลูกขอขมาแม่โพสพเสีย

 
              แม้แม่จะไม่ได้เล่าตำนานข้าวให้ฟัง แต่ชื่อแม่โพสพก็ได้ฝังใจมาแต่ครั้งนั้นว่าท่านเป็นเทวดารักษาข้าว มีพระคุณต่อเราเพราะให้ข้าวเรากิน เราจึงพึงเกรงใจและเกรงกลัว
 
              เมื่อเติบใหญ่ได้เรียนวิชาก็รู้ทันว่าแม่โพสพเป็นหนึ่งในกลวิธีแปลงนามธรรมเป็นรูปธรรมที่แยบยล เช่นเดียวกันกับแม่ธรณี เช่นเดียวกับพญามารและธิดาพญามาร ฯลฯ เป็นบุคลาธิษฐาน (personification)
สร้างขึ้นเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ เพื่อให้คนเชื่อมโยงตนเองกับธรรมชาติได้ เพื่อให้คนเรียนรู้หรือรับรู้อำนาจของธรรมชาติทั้งภายนอกและภายในจิตใจของตนได้ง่ายขึ้น
 
              ด้วยคำสอนเรื่องข้าวกับแม่โพสพของแม่ แม่สอนให้ลูกเข้าใจว่าข้าวที่ให้ชีวิตแก่เราก็มีชีวิต สอนให้ลูกเป็นคนรู้คุณ รู้อ่อนน้อมถ่อมตน และรู้ประหยัดอดออม
 
บุคลาธิษฐานปรากฏในเรื่องเล่าที่เนื่องด้วยความเชื่อต่าง ๆ มีอยู่มากมายมหาศาลมาแต่โบราณกาลในทุกกลุ่มชน
 
ยิ่งเรื่องที่สัมพันธ์กับข้าวปลาอาหารอย่างเรื่องแม่โพสพนี้ด้วยแล้ว ยิ่งขาดเสียไม่ได้
 
              แม้โดยทั่วไปบุคลาธิษฐานในความเชื่อของกลุ่มชนในสังคมเมืองจะซับซ้อนแนบเนียนกว่าในความเชื่อของกลุ่มชนในสังคมพื้นบ้าน แต่เมื่อสืบสาวแล้วก็มักจะพบว่าต้นเค้าความคิดไม่ต่างกันนัก และบ่อยครั้งมีการประสมต้นความคิดที่เคยมีเข้ากับเรื่องที่เพิ่งได้รับรู้ เกิดเป็นเรื่องเก่าสำนวนใหม่ที่แตกกิ่งก้าน เพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไปอีกนานัปการ ดังกรณีแม่โพสพของเรา
 
แม่โพสพในวิถีไทแต่ไรมา

              การมีเทวดาเพื่อปกป้องคุ้มครองตนและทุกสรรพสิ่งรอบตนของมนุษย์เป็นเรื่องธรรมชาติ มีมาก่อนการประกาศศาสนาใดในโลก และแม้จนเมื่อศาสนาได้รับการประกาศแล้ว ตั้งมั่นแล้วหลายศาสนาก็ตามที แม้จนเมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพิสูจน์แล้วว่าที่ตั้งของสวรรค์นั้นเป็นเพียงเวิ้งอวกาศอันว่างโล่ง ดวงดาวที่วาวแวมแจ่มใสเป็นเพียงเทหวัตถุที่แขวนลอยอยู่ในอวกาศก็ตามที มนุษย์ก็ยังแอบเก็บเทวดาเอาไว้ในใจอย่างเปิดเผยบ้างอย่างซ่อนเร้นบ้าง สุดแต่ภูมิหลังและภูมิปัจจุบันจะน้อมนำ
 
              จากการศึกษานิทาน-ตำนานข้าวตลอดจนพิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวของกลุ่มชนในประเทศไทยและดินแดนใกล้เคียง พบว่าแม่โพสพเป็นเทวดาสามัญประจำท้องนาและยุ้งฉางของชนชาติไทซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ปลูกข้าวกินมานานนับพัน ๆ ปี กล่าวเฉพาะในประเทศไทยชาวนาทุกภาค ทั้งที่เป็นชนกลุ่มใหญ่และน้อย รู้เรื่องแม่โพสพและบูชาแม่โพสพด้วยกันทั้งนั้น จะปลูกข้าว จะเกี่ยวข้าว จะนวดข้าว จะเก็บข้าว จะกินข้าว จะขายข้าว ต้องเชิญขวัญ บอกกล่าวแม่โพสพให้จงดี การบอกกล่าวอาจว่าไปตามสะดวกปากผู้ทำพิธีในกรณีทำพิธีเองอย่างง่าย ต่างคนต่างทำในที่นาของตัวเอง ไปถึงชั้นร่ายบททำขวัญ ว่าคาถาเต็มยศในกรณีเป็นพิธีกรรมใหญ่ของชุมชน
 
              ได้มีผู้รวบรวมคาถาและบททำขวัญเนื่องด้วยแม่โพสพและการทำนาพิมพ์เป็นเล่มเอาไว้มากรายด้วยกัน เช่น ประชุมเชิญขวัญ ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรวบรวมจากหนังสือคำเชิญขวัญของเก่าซึ่งมีต้นฉบับอยู่ในหอพระสมุดวชิรญาณ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2461 และได้รับการตีพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้งตลอดจนดูเหมือนจะเป็นต้นฉบับให้แก่หนังสือ ทำขวัญต่าง ๆ ที่โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ (โรงพิมพ์วัดเกาะ) พิมพ์ขายเมื่อ พ.ศ. 2511 มีบททำขวัญนาสำนวนพระยาไชยวิชิต (เผือก) ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงชมไว้ในพระนิพนธ์คำนำหนังสือประชุมเชิญขวัญว่า “แต่งดีนักหนา”
 
พิธีทำขวัญต่าง ๆ และแหล่ภาคกลางภาคอิสาน รวบรวมโดย มหาทองใบ ปฏิภาโณ (2525)

              ตำราสูตรขวัญโบราณต่าง ๆ รวบรวมโดย จ.เปรียญ (2532) ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมากตั้งแต่หน้า 29 – 46 ว่าด้วยเรื่องของการทำนา มีตั้งแต่คาถาแฮกนาขวัญ คาถาเสกน้ำมนต์รดข้าวปลูก คำเสกข้าวแฮกเวลาจะปักกกแฮก (เอ่ยเรียกปู่ข้าวเอยย่าข้าวเอย…) คาถาปักแฮก คาถาถากลานข้าว สู่ขวัญข้าวขึ้นลาน สู่ขวัญข้าวขึ้นเล้า คำเรียกขวัญข้าว (เอ่ยชื่อแม่โพสพเพียงครั้งเดียวในตอนนี้ ว่าขออัญเชิญแม่โพสพ แม่ระนารา แม่พระสีดานารี สีสนไชย คัจฉะถะ จะเสด็จไปอยู่เล้าพื้นแป้นหญ้าแฝกมุงนา….) ไปจนถึงการสู่ขวัญควายและวัว
 
บททำขวัญที่มีผู้รวบรวมไว้มีเนื้อหาเป็นแบบฉบับใกล้เคียงกัน
 
              ผู้สนใจรายละเอียดพิธีกรรม โปรดอ่านจากบทความเรื่อง “ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม และคติชาวบ้านเกี่ยวกับข้าว” ของ ร.ศ. ดร.งามพิศ สัตย์สงวน พิมพ์รวมกับบทความจากการวิจัยวัฒนธรรมข้าวเรื่องอื่น ๆ ในหนังสือ ข้าวกับวิถีไทย และบทความเรื่อง “ผี้บื้อโย” ของ วุฒิ บุญเลิศ ในวารสาร เมืองโบราณ ฉบับเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2536
 
              เมื่อพิจารณารายละเอียดในการปฏิบัติต่อแม่โพสพจะเห็นถึงความชิดเชื้อระหว่างชาวนากับแม่โพสพ และเห็นว่าความรู้สึกที่ชาวนามีต่อแม่โพสพกระเดียดไปในทางเกรงใจเพราะรักและห่วงใยมากกว่าเกรงกลัว เช่น เมื่อข้าวเริ่มจะตกรวง ชาวนาว่าข้าวตั้งท้อง ต้องรับขวัญแม่โพสพ นำเอาเครื่องเซ่นไปวางที่ศาลเพียงตาหรือใส่ชะลอมไปผูกห้อยที่คันธงกลางนา องค์ประกอบของเครื่องเซ่นนอกจาก ข้าวปลาอาหาร กล้วย อ้อย ถั่วงา ตามธรรมเนียมแล้วยังมีผลไม้รสเปรี้ยว พร้อมทั้งกระจก แป้ง หวี เสื้อผ้า เครื่องหอมอีกต่างหาก
 
              เรื่องของแม่โพสพสำนวนต่าง ๆ ที่มีผู้รวบรวมไว้ เช่น ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทยทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ มีโครงเรื่องและรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันมากบ้างน้อยบ้าง ในบทความชื่อ “แม่โพสพ เทวีแห่งข้าว” ในหนังสือ ข้าวกับวิถีไทย รศ. สุกัญญา ภัทราชัย ได้แบ่งกลุ่มตามความคล้ายคลึงของโครงเรื่องไว้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มภาคกลางและภาคใต้ กับ กลุ่มภาคเหนือและภาคอีสาน
 
              จากตำนานแม่โพสพที่เล่าขานกันมาช้านานพอสรุปคุณสมบัติเด่นของแม่โพสพได้ว่า เป็นหญิงใจน้อย เมื่อรู้สึกว่ามนุษย์ประพฤติตนไม่ควรแก่ความเมตตากรุณาของตนทีไรก็จะผลุนผลันหนีหายไปทีนั้น ปล่อยให้มนุษย์อดอยากยากแค้นเสียให้เข็ด แต่เนื่องจากมีความใจดีเป็นทุนอยู่ เมื่อมีผู้ไปอ้อนวอนก็จะกลับมาเลี้ยงดูมนุษย์ให้มีข้าวกินเหมือนเดิม นิทานเรื่องแม่โพสพนี้จึงสอนว่าจงอย่าลบหลู่แม่โพสพ และหากพูด(ทำ)ผิดก็สามารถพูด(ทำ)ใหม่(ให้ถูกต้อง)ได้
 
              ในเทพปกรณัมกรีก เทวดาเนื่องด้วยอาหารก็เป็นหญิง ชื่อว่าดีมีเตอร์ (Demeter) หรือเรียกในฉบับละตินว่า ซีเรส (Ceres) เป็นเทวีรักษาข้าวโพด นางก็เคยทิ้งให้โลกแห้งแล้งเพาะปลูกอะไรกินไม่ได้ผลเหมือนกัน เมื่อนางโทมนัสใจเพราะออกติดตามธิดาสาวสุดที่รักที่ถูกเทพเฮเดส (Hades) แห่งบาดาลลักพาตัวไปแล้วไม่พบ ร้อนถึงจอมเทพซุส (Zeus) ต้องลงมาประนอมความให้นางได้ลูกสาวคืนกึ่งหนึ่งของเวลา ส่วนอีกกึ่งหนึ่งต้องแบ่งให้เฮเดสซึ่งเปลี่ยนสถานภาพเป็นลูกเขยของนางไปแล้ว
 
              การเกิดภาวะแห้งแล้งอดอยากที่กล่าวถึงในตำนานเทพแห่งข้าวหรือธัญพืชน่าจะปรากฏในนิทานพื้นบ้านของชาติพันธุ์อื่น ๆ อีก เพราะจากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าเกิดภาวะแห้งแล้งทั่วโลกในยุคที่เป็นรอยต่อระหว่างการดำรงชีวิตแบบล่าสัตว์-เก็บหาของป่ากับแบบเกษตรกรรม เมื่อราว 30,000 – 10,000 ปีที่ผ่านมา
 
วรรณกรรมพื้นบ้านมีแม่โพสพ แม่โคสก พ่อโพสพ พ่อโพสี
 
การโยงข้าวปลาอาหารกับผู้หญิงดูเป็นเรื่องของสามัญสำนึก อย่างไรก็ตามชาวบ้านปักษ์ใต้มีเทวดาชายคู่กับเทวดาหญิงด้วย
 
              ในสมุดไทยอันเป็นตำราว่าด้วยพิธีกรรมในการทำนาที่ ผศ. ดร.เอี่ยม ทองดี แห่งสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล เก็บรักษาไว้ มีพ่อโพสพคู่กับแม่โพสพ ทั้งภาพวาดและลายลักษณ์ อาจารย์เอี่ยมท่านว่าในบางที่เป็น พ่อโพสีกับแม่โพสพ
 
เทวดารักษาข้าวที่เป็นชายมาจากไหน ค่อยว่ากันภายหลัง
 
              ขณะนี้ขอหมายเหตุไว้ก่อนชื่อที่ออกเสียงเดียวกับ โพสพ มีผู้สะกดอย่างอื่น ๆ เช่น โพสบ และโภสพ และยังมีที่ออกเสียงกับเขียนว่า โคสก ด้วย ในสมุดข่อยของอาจารย์เอี่ยมเขียนว่า ไพสบ อีกอย่าง
 
ชื่อที่เพี้ยนกันไปต่าง ๆ เช่นนี้ถือว่าเป็นธรรมชาติของมุขปาฐะ
 
บุญชื่น ชัยรัตน์อธิบายไว้ในคำ แม่โคสก หน้า 5318 – 20 ของสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ ดังนี้

ธัมม์หรือคัมภีร์เรื่องแม่โคสกนี้เห็นว่าน่าจะมาจากเรื่องแม่โพสพของภาคกลาง ซึ่งจะมีการเขียน อักษร “พ” เคลื่อนไปเป็นอักษร “ค” และการใช้ “ก” สะกดนั้นพบว่ามีการกลายเป็น “บ” สะกดดังพบได้ จากการเขียน “มณฑป, มณฑก” เป็นต้น
 
 
              โดยสรุป โพสพ โภสพ โคสก ไพสบ เป็นเทวดาหญิงองค์เดียวกัน ส่วนพ่อโพสพ (พ่อไพสบ) พ่อโพสี จะเป็นปุคคลาธิษฐานรุ่นหลังของคนปักษ์ใต้เหมือนคนอีสานบางพื้นที่สร้างศาลแม่ย่าคู่กับศาลปู่ตาในดอนหรือป่าปู่ตาหรือไม่ คงยังต้องสอบสวนกันต่อไป
 
วรรณคดีหลวงมีพระไพศภ พระไพศพ พระไพสพ
 
ใน ทวาทศมาส วรรณคดีไทยแต่งสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น อายุกว่า 500 ปี มีการออกชื่อเทวดาองค์หนึ่งไว้สองครั้ง ความว่า
เจ็บงำงายแก้วพราก
ฤาเทพไพศภลวง
ไตรฤทธิบ่เล็งแล
จำพี่ร้อนรนหว้าย

และ

เสร็จส่งงไพศพสิ้น
เพลองฉี่ใบบัววบง
ว่าววางกระลาบุษย
โอ้อุทรทรวงแล้ง
พลดดแด พี่นา
แม่ผ้าย
ไตรโลก นี้ฤา
โศกศัลย



สารสุด
ห้วยแห้ง
พนิกาศ
ล่นนลิว
 
              จะสะกดเป็น ไพศภ หรือ ไพศพ ก็เป็นชื่อเทวดาที่ได้รับการพาดพิงในวาระที่กวีกำลังพรรณนาถึงความรันทดอันเกิดแต่การพลัดพรากจากนางที่รักเมื่อย่างเข้าเดือนสาม และด้วยเหตุที่กวียึดพิธีกรรมเป็นตัวตั้งในการพรรณนา พิธีที่เอ่ยถึงคือพิธีส่งพระไพศพ หรือพิธีเผาข้าว (ธานยเทาะห์ หรือ ธัญเทาะห์) ซึ่งเป็นพระราชพิธีกระทำในเดือนสาม เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการทำนาในปีใหม่
 
              พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวินิจฉัยไว้ในบทพระราชนิพนธ์ พระราชพิธีสิบสองเดือน ว่า “…การพิธีเผาข้าวนี้เป็นการคู่กันกับพิธีจรดพระนังคัลเพื่อให้เป็นการสวัสดิมงคลแก่ธัญญาหาร…”
 
              นอกจากนี้ยังมีวรรณคดีอีกเรื่องหนึ่ง ที่กล่าวถึงพระไพศพไว้ คือ ประชุมจารึกวัดพระเชตุพนฯ ชื่อว่า อธิไท้โพธิบาท ว่าด้วยอุบาทว์และการแก้อุบาทว์เทวดารักษาทิศทั้ง 8 ทิศ (เทวดารักษาทิศเป็นเทวดาคนละชุดกับเทวดาประจำทิศ) จารึกในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ความคิดเรื่องอุบาทว์และการแก้อุบาทว์เป็นความคิดที่มีมาแต่โบราณกาล ในที่นี้ขอคัดมาเฉพาะอุบาทว์พระไพสพซึ่งเป็นเทวดารักษาทิศอีสาน เพื่อให้เห็นว่าเหตุการณ์อาเพทที่เมื่อเกิดแล้วต้องแก้อาเพทกับพระไพสพหลายอย่างเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่ไร่นา จารึกตอนนี้มีใจความว่า
 
              หนึ่งผ้าแพรภูษาภรณ์               ใช่ที่หนูฟอน
และหนูมากัดอัศจรรย์
              หนึ่งผ้าแพรภูษาสรรพ์              บมิพอเพลิงพรรณ
จะไหม้และไหม้วู่วาม
              ทำนาได้เข้ามากคาม                 ยิ่งนักบมิตาม
รบอบอันชอบไร่นา
              ดินลาทึบได้เตลา                      มากพ้นอัตรา
ทำนุทำเนียมโบราณ
              ธัญญาตำได้ตันทลาน                มากหลายเหลือการ
เป็นวิปริตผิดครอง
              หนึ่งอยู่พันเออนเงินทอง           มักตกเนื่องนอง
ในเรือนพันเออนมักหาย
              หนึ่งถุนเรือนโรงทั้งหลาย          ใช่ที่เต่าหมาย
แลเต่าวู่วามคลานมา
              เข้าถุนคลานขึ้นเคหา                หนึ่งแมวมายา
มาคลอดในแท่นนิทไทร
              หนึ่งเข้าสารแซ่งออกใบ             หนึ่งบ่อน้ำใน
จรเข้มาผุดอัศจรรย์
              หนึ่งเสาโรงเรือนตกมัน             หนึ่งบัวสัตตบรรณ
มางอกในบ้านบนดอน
              หนึ่งเต่าพาบน้ำมามรณ์              ในถุนซอกซอน
หนึ่งครังประอุกทำลาย
              อุบาทว์พระไพสพหมาย              แก่คนทั้งหลาย
ฉะเพาะผู้เคราะห์ราวี
              เร่งแต่งบูชาจงดี                        เข้าบิ้นใบศรี
บันจงทุกสิ่งสุปเพียญชน์
              ผลผลาปายาสธูปเทียน               บุษบาบัวเผื่อน
พิกุลไกรจำปา
              สุรภีวรรดีมลิลา                          แก้วแหวนนานา
สุพรรณแพรเพริศพราย
              ภูษาลังกาภรณ์ถวาย                   ด้วยพระมนตร์หมาย
ฉะเพาะพระองค์ไพสพ
              จงต้งงใจใสสุทธนบ                    ภักดีคำรพ
บพิตรพระปราณี
              อุบาทว์ขาดร้ายราวี                     โรคาราคี
คำนับทั้งปวงเหือดหาย
              อยู่เย็นเป็นสุขสบาย                   สมบูรณ์พูนกาย
ภิรมยศรีศุภผล
              ในลักษณอักษรพระมนตร์         อาจารย์นิพนธ์
ดงงนี้อย่าได้สงสัย ฯ
 
              ปิดท้ายด้วยคาถา “บูชาแก้อุบาทว์พระไพสพ” ดังนี้
โอม อิสานทิสไพสพเทวตา สหคณปริวารา อาคัจฉันตุ ปริภุญชันตุ สวาหายฯ
โอม สัพพอุปาทว สัพพทุกข สัพพโสก สัพพโรคันตราย วินาสาย สัพพศัตรู ปมุจจติ ฯ
โอม ไพสพเทวตา สทารักขันตุ สวาห สวาหา สวาหาย ฯ
 
 
              ในวรรณคดีฉบับหลวงเทวดาที่เกี่ยวข้องกับข้าวมีชื่อที่ออกเสียงเหมือนกันแต่สะกดต่างกันว่า พระไพศภ พระไพศพ พระไพสพ หรือพระไพศพณ์ เป็นเทวดาผู้ชาย แต่ลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างพระไพสพกับข้าวไม่ชัดเจนเหมือนระหว่างแม่โพสพกับข้าว หรือพระไพสพองค์นี้จะเป็นที่มาของ พ่อโพสพ-โพสี ของอาจารย์เอี่ยม ก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน
 
              ผ.ศ. ดร. เสาวณิต วิงวอน แห่งภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้มีความรู้ดีกว่าผู้เขียนในเรื่องเทวดาแขกและไทย ได้อธิบายให้ฟังว่าชื่อนี้คลี่คลายมาจากชื่อเทวดาประจำทิศองค์หนึ่งใน 4 องค์ที่เรียกรวมกันว่า จตุมหาราช เทวดาองค์นี้ชื่อ กุเวร หรือมีอีกชื่อหนึ่งในพากย์บาลีว่า เวสสวณ พากย์สันสกฤตว่า ไวศรวณ เขียนรักษาศัพท์แบบไทย ๆ เป็น ไพศรพณ์ (ว แผลงเป็น พ) แล้วลดรูปลงเป็น ไพศพณ์ แล้วถอดรูปการันต์ลงเหลือ ไพศพ ผู้เขียนขออนุญาตสันนิษฐานต่อเล่น ๆ ว่าอาจมีผู้เห็นว่าการสะกดพยางค์หลังว่า ศพ ดูไม่สวย จึงเปลี่ยนเป็น ศภ และ สพ เสียเพื่อเลี่ยงความหมายอวมงคล ทั้งนี้และทั้งนั้นอาจไม่มีอะไรมากไปกว่าความไม่รู้ที่มา หรือรู้ที่มาแต่เห็นว่าไหน ๆ ก็จะเป็นเทวดาในความเชื่อไทย ๆ แล้วจะสะกดชื่อรุงรังอะไรกันให้นักหนา
 
              การนำเอาเรื่อง ชื่อ ความเชื่อดั้งเดิม ไปไขว้กับเรื่อง ชื่อ ความเชื่อใหม่ (ผีสางนางไม้ + ศาสนาฮินดู / พุทธศาสนา หรือ ผีสางนางไม้ + ศาสนาฮินดู + พุทธศาสนา) ไม่เป็นเรื่องแปลก มีปรากฏในกรณีอื่น ๆ อีก เช่น นิทานชาดก แต่เรื่องบางเรื่องเช่นเรื่องพระไพสพกับแม่(หรือพ่อ)โพสพ กระบวนการไขว้อาจซับซ้อน ทำนองว่ามีข้าว มีผีหรือเทวดารักษาข้าว มีเทวดาประจำทิศ มีเทวดารักษาทิศ มีการบวชเทวดาพราหมณ์เป็นเทวดาพุทธ แล้วแปลงเทวดาพุทธหลวงเป็นเทวดาพุทธพื้นบ้านอีกทีโดยไม่เพียงแต่จะสร้างชื่อให้ใกล้เคียงกับเทวดาเก่าเท่านั้นแต่ยังแปลง (ข้าม) เพศเทวดาอีกด้วย
 
              จนถึงบัดนี้อาจจะมีผู้นึกสนุกวิเคราะห์ว่าไก่กับไข่ อย่างไหนเกิดก่อนกันไปแล้วก็ได้ในกรณีเทวดารักษาข้าวของเราองค์นี้ เป็นแต่ผู้เขียนยังไม่ทราบเท่านั้น ท่านผู้ใดทราบแล้วกรุณาขยายความรู้ด้วยจักเป็นพระคุณยิ่ง
 
รูปและ/หรือภาพแม่โพสพ
 
              ตั้งแต่ได้ยินแม่ออกชื่อแม่โพสพมาจนถึงก่อน พ.ศ. 2543 ผู้เขียนไม่เคยสนใจว่าแม่โพสพมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรเป็นพิเศษ เพราะนึกออกว่าเทวดาไทยทั้งฉบับหลวงฉบับราษฎร์หากมีผู้วาดเขียนหรือปั้นให้เห็นเป็นรูปก็คงจะใกล้เคียงตัวโขนละครอย่างในจิตรกรรมฝาผนังทุกองค์ไป อย่างเก่งก็มีสีกาย มีเครื่องทรง อาวุธทรง สัตว์ทรง แตกต่าง เวลาที่เก็บข้อมูลเรื่องพิธีรับขวัญแม่โพสพ ก็เก็บเฉพาะบททำขวัญ อย่างเก่งก็เห็นเครื่องเซ่นวักตั๊กแตนที่ชาวนานำไปปักไปวางไว้กลางนา ไม่เคยทราบมาก่อน (อย่างน่าประหลาดใจในความไม่เฉลียวของตนเอง) ว่าในหลาย ๆ พื้นที่ชาวนาตั้งรูปแม่โพสพประกอบพิธีด้วย ทั้งไม่เคยทราบว่าในยุ้งฉางของชาวบ้านในหลายพื้นที่มีการตั้งหรือแขวนรูปแม่โพสพไว้ประจำ
 
              รูปที่ว่ามีทั้งรูปที่วาดขึ้น พิมพ์ขึ้น ปั้นขึ้น และหล่อขึ้น
 
              ครั้งแรกที่เริ่มสนใจรูปลักษณ์ของแม่โพสพก็คือเมื่อเห็น “พระโพสพ” ในจิตรกรรมฝาผนังด้านในเหนือบานประตูหน้าพระอุโบสถวัดสามแก้ว จังหวัดชุมพร เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2543 เป็นภาพวาดแบบสมัยใหม่ออกทางสมจริง (realistic) ฝีมือพระยาอนุศาสน์จิตรกร ช่างหลวงสมัยรัชกาลที่ 6 เธอนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างพระลักษมีชายาพระนารายณ์ และพระสรัสวดีชายาพระพรหม เทวีทั้งสามนั่งคุกเข่าประนมมือสักการะพระพุทธเจ้าซึ่งแทนด้วยพระพุทธรูปประธานในประอุโบสถ ที่สนใจก็เพราะเห็นเป็นการแปลก ท่านผู้วาดภาพคงวาดให้สอดคล้องกับตำนานฉบับที่ว่าแม่โพสพเดิมเป็นชายาองค์หนึ่งของพระอินทร์ ชื่อ พระสวเทวี (เพื่อโยงชื่อโพสพเข้ากับชื่อชายาพระอินทร์ นั่นคือให้ สพ แผลงมาจาก สว ส่วน โพ อาจจะมาจากชื่อ ไพสพ ของเทวดารักษาทิศอีสาน) หาไม่แม่โพสพคงไม่มีตำแหน่งเฝ้าเทียบเท่าพระลักษมีกับพระสรัสวดีเป็นแน่นอน (พระอินทร์ หรือ สักกเทวราช เป็นเทวดาระดับล่างในศาสนาฮินดู แต่ไทยยกขึ้นเป็นเทวดาสำคัญ มีบทบาทมากกว่าเทวดาองค์ใดในพุทธประวัติ) อย่างไรก็ตามจิตรกรเรียกชื่อเธอว่า พระโพสพ แทนที่จะเป็นพระสวเทวี แต่แน่นอนว่าเธอต้องมีรวงข้าวในมือ
 
...คำ บ ร ร ย า ย ภาพ...
1. พระลักษมี พระโพสพ พระสรัสวดี ฝีมือมหาเสวกตรีพระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) วาดไว้บนผนังด้านในเหนือประตูหน้าพระอุโบสถวัดสามแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร
พระยาอนุศาสน์ฯ (พ.ศ. 2414 – 2492) เป็นช่างผู้มีฝีมือในทางศิลปะเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการเขียนภาพ ได้เขียนภาพต่าง ๆ เป็นที่พอพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอันมาก จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุล “จิตรกร” ให้เป็นเกียรติ งานฝีมือท่านมีปรากฏอยู่ในที่ต่าง ๆ หลายแห่ง เช่น ในหนังสือบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ตามพระอารามต่าง ๆ เช่นภาพในเค้าเรื่องชาดกตามพระกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระวิหารหลวง จังหวัดนครปฐม ภาพประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาภาพที่เขียนตามฝาผนังโบสถ์ในพระอาราม นอกจากใช้สีผสมน้ำปูนตามแบบโบราณแล้ว ยังมีฝีมือในการเขียนภาพสีน้ำมัน เป็นผู้สร้างฉากในการแสดงละคร เป็นผู้อำนวยการร้านถ่ายภาพ “ฉายานรสิงห์”
2. ด้านหน้าของซองใส่ “ยาเด็กจู้จี้ ตราแม่โภสพ” ระบุว่าสถานที่ผลิตคือ “ผดุงชีพ เลขที่ 14- 20 ถนนจักรพงศ์ สพานเสี้ยว กรุงเทพฯ” ไม่ได้ระบุปีที่ผลิต แต่เทียบกับอายุของสะพาน เสี้ยวที่ระบุไว้ในที่ตั้งร้าน อย่างน้อยก็ควรจะเป็นสักปีสองปีก่อนก่อนพ.ศ. 2516 อันเป็นปีที่ เปิดใช้สะพานพระปิ่นเกล้าฯ เพราะสะพานเสี้ยวเป็นสะพานข้ามคลองคูเมืองเดิมจากฝั่ง บางลำภูไปสนามหลวงช่วงระหว่างสะพานผ่านภิภพลีลากับแม่น้ำเจ้าพระยาตรงวังหน้า ได้รื้อลงเมื่อจะสร้างสะพานพระปิ่นเกล้าฯ
ร้านผดุงชีพเป็นร้านที่ผู้เขียนติดใจมากตั้งแต่สมัยเด็ก จำหน่ายของไทย ๆ หลาก หลาย ทั้งยา ของเล่น เช่นงูและสัตว์เลื้อยคลานทำจากไม้ระกำ หัวโขน เครื่องดนตรี ผักผล ไม้ปูนปลาสเตอร์ สีสันสะดุดตาน่าเพลิดเพลิน
“แม่โภสพ” ของห้างผดุงชีพ รินน้ำจากหอยสังข์ที่ถือไว้ในมือขวาด้วย โปรดเทียบ กับแม่โพสพในยันต์เขียน ภาพที่ 3
3.และ 4. ยันต์แม่โพสพ ของ ผศ. ดร. เอี่ยม ทองดี เขียนบนกระดาษขนาดประมาณ A3 และพิมพ์ ลงบนผ้าผืนเล็กขนาดครึ่ง A4 สำหรับวางบนหิ้งหรือแขวนเสายุ้ง
5.และ 6. ภาพวาดพ่อโพสพ แม่โพสพ ในตำราพิธีเกี่ยวกับการทำนาเขียนลงสมุดข่อย ของ ผศ. ดร. เอี่ยม ทองดี ต่างมีปลาเป็นพาหนะทรงตามท้องเรื่องฉบับที่มีปลาเป็นสื่อให้ติดตามพบตัว แม่โพสพ
7.และ 8.และ 9. ภาพวาดนางกวักและชาวนาทำพิธีทำขวัญนาลงประกอบบททำขวัญนา กับแม่ โพสพลงประกอบการทำขวัญข้าวในหนังสือ บททำขวัญ ของโรงพิมพ์วัดเกาะ ฝีมือนาย อาด อ๊อดอำไพ ช่างวาดฝีมือชั้นครูรุ่นสงครามโลกครั้งที่ 2
10. และ 11 แม่โพสพ จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เป็นฝีมือ
ช่างสมัยรัชกาลที่ 3 ผู้เขียนพยายามค้นหาแต่ไม่พบคำบรรยายว่าจิตรกรมีแรงบันดาลใจ อย่างไรจึงวาดแม่โพสพลงในพื้นที่ส่วนนี้ ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ เป็นภาพวาดเทพเจ้าสาย พราหมณ์ล้วน ๆ เช่น พระนารายณ์ปางต่าง ๆ เป็นต้น
ภาพสำเนาจากหนังสือ พระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์กับประชาชน หน้า109 ประกอบเรื่องพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ หัวข้อที่ 4 “บำรุงอาชีพ” ว่าด้วยการทำนุบำรุงการเกษตร มีคำบรรยายว่า
ภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านตะวันตก หลังพระที่นั่งภัทรบิฐ ในพระนั่งไพศาลทักษิณ
เป็นภาพเจ้าแม่แห่งข้าวทรงพระนามว่า “เจ้าแม่โพสพ”
ในคำบรรยายภาคภาษาอังกฤษ ดร.ดวงทิพย์ สุรินทราธิป ใช้คำอธิบายว่าแม่โพสพเป็น the Goddess Ceres of the Orient
แม่โพสพในพระที่นั่งไพศาลทักษิณมีลักษณะ “เป็นเทวีนางฟ้าและยืนเปลือยกายท่อนบน” สวมชฎาและสร้อยสังวาลย์เช่นเดียวกับเทวดาหรือนางกษัตริย์ในจิตรกรรมไทยประเพณี
12. แม่โพสพฉบับใหม่เอี่ยม พิมพ์ลงกระดาษโปสเตอร์เนื้อค่อนข้างหนา ขนาดครึ่งหนึ่งของ แผ่นปิดมาตรฐาน แสดงแนวคิดว่าเทวดา(หรือแม้แต่พระพุทธเจ้า)เป็นชาวอินเดีย ที่ออกจะ แพร่หลายมากในสมัยหลัง รศ. ดร.เอี่ยม ทองดี ก็มีเก็บอยู่ 1 แผ่น ผู้เขียนเองได้รับจาก เพื่อน คือ ผศ. ดร.เสาวณิต วิงวอน ซึ่งเล่าว่าซื้อจากร้านค้าที่ท่าพระจันทร์เมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ 2544 นี้เอง
13. ต้นฉบับภาพแม่โพสพที่ลงประกอบในหนังสือข้าว วัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลง ของ ผศ. ดร. เอี่ยม ทองดี เป็นขาวดำ แต่รูปจริงหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์ระบายสี
14. รูปแม่โพสพอีกรูปหนึ่งของ ผศ. ดร. เอี่ยม ทองดี สูง 8.5 นิ้ว ถือรวงข้าวและถือถุงข้าว (หรือถุงเงินถุงทอง?) เช่นเดียวกับภาพที่ 8 ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นการผสมผสานความเชื่อ เรื่อง แม่โพสพกับนางกวัก
15. รูปโลหะหล่อองค์เล็ก สูง 4.5 นิ้ว ของ ผศ. ดร. เอี่ยม ทองดี
16. รูปแม่โพสพขนาดเล็ก สูงรวมฐานราว 4 – 5 นิ้ว ทุกองค์มีปูนขาวหรือดินผสมอัดเต็ม โพรงด้านในจนเสมอขอบฐาน คุณนัท กรุงสยาม นักเขียนประจำนิตยสารกรุงสยามเล่าว่า ปูนนี้ผสมน้ำว่าน แสดงว่ามีการปลูกเสกรูปแม่โพสพให้ศักดิ์สิทธิ์ตามคติการสร้างรูปบูชา ทั่วไป
ผู้เขียนได้รับคำอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญในวงการพระเครื่องพระบูชาไทยอีก 2-3 ท่านว่ารูปแม่โพสพที่สามารถเห็นตัวอย่างในชมรมพระเครื่องมรดกไทยที่ห้างบางลำภู งาม วงศ์วาน และที่ชมรมลักษณะเดียวกันที่วัดเทพธิดาราม ล้วนเป็นรูปหล่อรุ่นตั้งแต่ต้นรัตน โกสินทร์ลงมา มีคนจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะผู้ประกอบกิจการร้านอาหารเช่าไว้บูชาใน ฐานะเทวดาผู้บันดาลความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ให้
แม่โพสพแต่ละองค์หล่อจากคนละพิมพ์ องค์หน้าขวาสุดนี้ทรงสไบชายคู่ สวมทับ ทรวงแบบนางละคร หน้าแฉล้มแช่มช้อย ทรวดทรงได้สัดส่วนงามเป็นพิเศษ องค์กลางเจ้า ของประดิษฐานไว้บนแท่นทองทำขึ้นใหม่ มีขนาดใหญ่กว่าองค์อื่นเล็กน้อยคือสูงราว 6 นิ้ว เป็นโลหะเคลือบขาวแล้วลงสี รวงข้าวหลุดหายไปจากมือที่ออกแบบไว้ให้มีช่องระหว่างนิ้ว กับฝ่ามือเพื่อให้สอดรวงข้าวภายหลัง รูปแม่โพสพชุดนี้ถือรวงข้าวเพียงรวงเดียว รวงข้าว โค้งเข้าบ้าง โค้งออกบ้าง รวงสั้นบ้างยาวบ้าง ต่าง ๆ กัน
17. องค์นี้ถือเป็นนางเอกที่ได้กล่าวถึงไว้แล้ว มีขนาดตามที่เจ้าหน้าที่ของคุณพยัพจดมาให้คือ “หน้าตักองค์ 11 นิ้ว องค์สูง 25 นิ้ว หน้าตักฐาน12 นิ้ว ความกว้าง 12 นิ้ว”
ยังมีรูปแม่โพสพที่งดงามเป็นพิเศษคล้ายคลึงกันกับแม่โพสพในภาพที่ 17 นี้อีกองค์หนึ่ง ผู้เขียนเห็นภาพในหนังสือพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ ของ สมเกียรติ โล่ห์เพชรัตน์ หน้า 86 เสียดายที่เมื่อคุณพยัพเอามาให้ดูไม่มีกล้องไปถ่ายก๊อปปี้ไว้ ในหน้า 293 ของหนังสือเล่มเดียวกันมีคำอธิบายรูปแม่โพสพดังกล่าวว่า
“พระแม่โพสพ เป็นงานศิลปะที่นิยมเรียกกันว่า “แบบหน้าแป้ง” ศิลปะแบบนี้มีจำนวนน้อยมาก เข้าใจว่ากรรมวิธีการเคลือบสีบนเนื้อโลหะให้สวยงามเป็นธรรมชาติคงยากมาก จึงมีจำนวนจำกัด และราคาการซื้อ-ขายในตลาดค่อนข้างสูง”
คำอธิบายนี้น่าจะใช้ได้กับแม่โพสพในภาพที่ 17 นี้ด้วย ผู้เขียนใคร่ขอตั้งข้อสังเกตเรื่องวิธีการเรียกชื่อแม่โพสพไว้ในที่นี้ว่า ในหนังสือที่อ้างถึงเรียกว่า พระแม่โพสพ ในขณะที่โดยทั่วไปมักเรียกกันว่าแม่โพสพ ดูเสมือนว่าเป็นการปรับฐานะรูปแม่โพสพขึ้นเป็นรูปบูชาโดยการเติมคำว่า พระ เข้าข้างหน้าชื่อ และยังมีบางตำราเรียกว่า แม่พระโพสพ ซึ่งมีตำนานฉบับภาคเหนือรองรับว่ามี พระโพสพ แล้วจึงมี แม่(ของ)พระโพสพ อีกทีหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายเรื่อง พ่อโพสพหรือพ่อโพสีที่ ผศ. ดร. เอี่ยม ทองดี กล่าวไว้ได้อีกทางหนึ่ง
18. ด้านหลังของแม่โพสพในภาพที่ 17 แสดงทรงผมตัดสั้น (ทรงดอกกระทุ่ม?) ต่างจากแม่ โพสพรูปอื่น ๆ ที่ไว้ผมประบ่า หวีแสกบ้าง เสยบ้าง ทรงผมของแม่โพสพองค์นี้น่าจะช่วย ยืนยันยุคสมัยให้แน่นอนขึ้นได้
19. ภาพสำเนาจากหนังสือ ไทยในสมัยรัฐธรรมนูญ มีคำบรรยายภาพดังนี้
รูปปั้น ”แม่โพสพ” ซึ่งรัฐบาลได้จัดส่งไปแสดงในศาลาไทย ในการแสดง
พิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ ณ กรุงนิวยอร์ค สหปาลีรัฐอเมริกา ปี 2482
ขนาดน่าจะเป็นขนาดเท่าคนจริง แบบศิลปะสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม คือประกอบขึ้น ด้วยเส้นสายที่ออกไปในทางกระด้าง
20. ปูนปั้นแม่โพสพประดับหน้าบันศาลาตรีมุขซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ในวัดศิริ วัฒนาราม อยู่ในสวนแขวงบางพรหม เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ผู้เขียนเห็นเมื่อแวะเวียนเข้า ไปชมวัดโดยบังเอิญก่อนสงกรานต์ปี 2544 นี้เอง
จากการสอบถามชาวบ้านในละแวกวัดทำให้ได้ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกว่า ที่วัดศิริฯ มีประเพณีบูชาแม่โพสพ สาเหตุที่เกิดประเพณีทราบเป็นเลา ๆ ว่า แต่เดิมพื้นที่แถบนี้เป็นท้องนา ต่อมาจึงยกเป็นสวน “ท้องกระทะ” (คงหมายความว่าเป็นสวนที่มีพื้นที่ตรงกลางต่ำเป็นแอ่ง นี่นับเป็นข้อมูลแปลกสำหรับผู้ที่คิดว่าตลิ่งชันเป็นที่สวนมาแต่ดั้งเดิม) ที่ริมคลองบางพรหมฝั่งตรงกันข้ามกับวัดมีศาลไม้เล็ก ๆ ตั้งรูปแม่โพสพอยู่ริมคลองฝั่งตรงกันข้ามกับวัด (วัดนี้เป็นวัดรุ่นหลัง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2526 – 27 นี่เอง) เป็นที่สักการะบูชาของชาวบ้านทั่วไป ต่อมามีการย้ายศาลตั้งรูปแม่โพสพมาไว้ที่วัด และวัดจัดให้มีงานปิดทองแม่โพสพ (เหมือนงานปิดทองพระ หรือพระพุทธบาทจำลอง ฯลฯ ตามวัดทั่ว ๆ) ในช่วงเดือนมีนาคมเป็นประจำทุกปี ประเพณีนี้ได้แพร่หลายไปจนถึงวัดที่จังหวัดสมุทรปราการด้วย (แต่ผู้ให้ข้อมูลจำไม่ได้ว่าวัดที่จัดงานปิดทองแม่โพสพที่สมุทรปราการชื่อวัดอะไร)
ศาลาตรีมุขหลังนี้เป็นอาคารถาวรที่วัดสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานรูปแม่โพสพซึ่งปัจจุบันเป็นองค์ใหม่ หล่อด้วยทองเหลือง ปิดทองจนมองไม่เห็นเค้าหน้าตา ที่ว่าเป็นองค์ใหม่ก็เนื่องจากองค์เดิมซึ่งเป็นดินปั้น ถูกโจรกรรมไปแล้ว
ช่างปั้นปูนประดับหน้าบันมุขเอกของศาลาหลังนี้เป็นช่างมาจากเมืองเพชร ซึ่งมีชื่อเสียงด้านงานปูนปั้นมาช้านาน ในงานปิดทองแม่โพสพครั้งต่อไป (เดือนมีนาคม 2545) จะได้ฉลองศาลาใหม่หลังนี้ด้วย
21. ศาลและรูปปั้นแม่โพสพ วัดศิริวัฒนาราม ตั้งอยู่ด้านหลังศาลาตรีมุขที่กำลังสร้าง
แม่โพสพมีขนาดเท่าคนจริง
 
              รวงข้าว เป็นเครื่องระบุว่ารูปเทวดาที่เห็น ไม่ว่าจะเห็นที่ไหน สมัยใด เป็นแม่โพสพ
 
              ต่อมาจึงตั้งข้อสังเกตว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ที่เห็นอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมฉายาลักษณ์พระราชทานคราวเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา เป็นภาพแม่โพสพ ด้วยเป็นเทวดาหญิงถือรวงข้าวในมือ ครั้งนี้เป็นจิตรกรรมไทยประเพณี
 
              หลังจากนั้นก็เริ่มสังเกตรูปนางโคสก ประกอบเรื่องเทพเจ้าเกี่ยวกับข้าวและการทำนาในหนังสือ ข้าว วัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลง ของ ผศ. เอี่ยม ทองดี แม้เป็นภาพขาวดำก็พออนุมานได้ว่าเป็นรูปหล่อปูนปลาสเตอร์ ระบายสี เหมือนรูปกุมารทอง สัตว์ในนักษัตร ที่หล่อออกจำหน่ายอยู่ทั่วไป อาจารย์เอี่ยมบรรยายไว้ว่า “นางมีลักษณะเป็นหญิงสาว ท่าทางอ่อนช้อยสวยงาม ภาพของนางที่สร้างขึ้นเพื่อเคารพบูชาเป็นท่านั่งพับเพียบ มือขวาถือรวงข้าว มือซ้ายถือถุงข้าว แต่งกายนุ่งผ้าถุงห่มผ้าสไบเฉียงแบบหญิงในวังสมัยก่อน”
 
              นางโคสกของอาจารย์เอี่ยมมีลักษณะพ้องกับนางกวัก เทวดาหญิงผู้นำโชค ซึ่งเห็นทีไรก็จะนั่งพับเพียบ เท้าแขนเป็นหนูแหวนแขนอ่อนข้างหนึ่ง อีกข้าวหนึ่งยกขึ้น “กวัก” มีถุงป้อม ๆ คะเนว่าเป็นถุงเงินถุงทองวางบนตักหรือข้างกายที่นั้น ต่างกันแต่นางโคสกไม่กวักมือเพราะมือไม่ว่าง กำรวงข้าวอยู่
 
              ซึ่งออกจะสอดคล้องกับผลของการ “ทำโพล” ของผู้เขียนที่ได้จากการสอบถามเพื่อนฝูงนักวิชาการสายประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยารอบ ๆ ตัว ปรากฏว่าส่วนหนึ่งนึกหน้าแม่โพสพไม่ออก พยายามนึกทีไรกลายเป็นนางกวักทีนั้น เห็นจะเป็นด้วยรูปลักษณ์ที่สร้างขึ้นแทนนามธรรมทั้งสองประการมีความแตกต่างกันน้อยมาก ซ้ำโอกาสที่ผู้คนจะเห็นรูปนางกวักตามร้านรวงตลอดถึงหาบเร่แผงลอยมีมากกว่าที่จะได้เห็นรูปแม่โพสพผู้มีท้องนาและยุ้งฉางเป็นถิ่นลำเนา ภาพนางกวักจึงติดตากว่า
 
              ขอพักเรื่องการไขว้แม่โพสพกับนางกวักไว้เพียงเท่านี้ก่อนที่จะแตกแขนงมากไปจนหาต้นเรื่องไม่พบ
 
สถานภาพกับภาพแม่โพสพ
 
              ผู้เขียนขออนุญาตยกคำพระยาอนุมานราชธน ที่ รศ.งามพิศอ้างไว้ในบทความที่กล่าวถึงแล้วในตอนต้น มาอ้างซ้ำดังนี้
“แม่โพสพเป็นผีหรือเทวดาพื้นเมืองของเราเอง ถ้าเป็นผีหรือเทวดามาจากอินเดียก็จะต้อง
เป็นเทวีนางฟ้าและยืนเปลือยกายท่อนบนเพื่ออวดเนื้ออย่างในภาพเขียน รูปแม่โพสพเขาทำเป็นนั่ง
พับเพียบ แพนงเชิงอย่างไทย”
              ข้อสันนิษฐานท่านนี้แสดงไว้เมื่อ พ.ศ. 2492

              ภาพของเทวดาย่อมสัมพันธ์กันกับสถานภาพของท่าน
 
              ไม่มีข้อสงสัยว่าแม่โพสพมีสถานภาพเป็น “เทวดาพื้นเมืองของเราเอง” เพราะไม่พบแม่โพสพในทำเนียบเทพเจ้าเชื้อสายฮินดูที่ไทยเรารับมาจากศาสนาพราหมณ์
 
              ภาพเทวดาแม่โพสพที่คนสร้างเป็นสาวน้อยร้อยชั่ง สวมกรอบหน้า ทัดดอกไม้ซ้ายขวา “นั่งพับเพียบแพนงเชิงอย่างไทย” มีให้เห็นเป็นสามัญกว่าเทวดาแม่โพสพที่สวมชฎา “ยืนเปลือยกายท่อนบนเพื่ออวดเนื้อ”
 
              ตามประเพณีทางศิลปะไทย กรอบหน้ากับชฎาเป็นเครื่องแสดงความแตกต่างของสถานภาพประการหนึ่ง กล่าวคือเจ้านายหรือตัวละครที่เป็นชนชั้นสูงระดับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเท่านั้นจึงจะสวมชฎาหรือเครื่องสวมศีรษะมียอด ส่วนกรอบหน้าเป็นของเจ้านายฝ่ายหญิงหรือนางละครที่มีฐานันดรศักดิ์ต่ำลงมา แม้ในภาพวาดของพระยาอนุศาสน์จิตรกรซึ่งยกแม่โพสพไว้ในฐานะชายาของพระอินทร์แล้วก็ตาม “พระโพสพ” ก็ยังสวมกรอบหน้าในขณะที่พระลักษมีกับพระสรัสวดีสวมชฎา
 
              การแกะรอยแม่โพสพนำผู้เขียนไปสู่ความรู้ใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจเกินคาด โดยเฉพาะในเรื่องรูปของแม่โพสพ ดังที่ได้คัดเลือกมาลงพิมพ์ไว้เป็นตัวอย่างพร้อมบทความนี้
 
              คุณพยัพ คำพันธุ์ นายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย และประธานชมรมพระเครื่องมรดกไทย เล่าให้ฟังว่าเท่าที่เคยผ่านตารูปปั้นแม่โพสพเก่าที่สุดเป็นตุ๊กตาเครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย ไล่ลงมาจนถึงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ที่เห็นอยู่ส่วนใหญ่ขณะนี้เป็นรูปโลหะหล่อยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งเป็นรุ่นที่ช่างทำลวดลายที่เครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ เช่น ลายดอกพิกุล ได้นูนชัด งามสะดุดตา
 
              ตัวอย่างที่โดดเด่นยิ่งได้แก่รูปแม่โพสพสัมฤทธิ์เคลือบสีผิวขาว ลงสีตกแต่งเสื้อผ้าเครื่องประดับ ขนาดเท่าเด็กอายุสัก 2-3 ขวบที่คุณพยัพ “เช่า” มา น่าจะเป็นรูปแม่โพสพรุ่นเก่าขนาดใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ เครื่องหน้างาม เปลือกตาหลุบลงเล็กน้อย ใบหูยาว และช่วงไหล่อวบกว้าง ละม้ายลักษณะพระพุทธรูป แม้จะห่มสไบแต่ก็สวมแหวนมือละ 4 นิ้ว จัดเป็นแม่โพสพ “ทรงเครื่อง” ทำนองพระพุทธรูปทรงเครื่องตามความนิยมสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น นอกจากนั้นแล้วจะเป็นรูปโลหะหล่อขนาดย่อม สูงรวมฐานราว 4 – 5 นิ้ว ถ้าขนาดโตขึ้นอีกมักเป็นปูนปลาสเตอร์ระบายสีทำในสมัยหลังซึ่งก็น่าชมไปอีกแบบหนึ่ง
 
              การที่มีช่างศิลปะประดิษฐ์รูปแม่โพสพขึ้นหลายหลากมากแบบแต่โบร่ำโบราณมา น่าจะเป็นเครื่องยืนยันความสำคัญของ “เทวดาพื้นเมือง” องค์นี้ต่อชีวิตของคนไทยเราได้เป็นอย่างดีอีกประการหนึ่ง และเราอาจกล่าวอย่างขำ ๆ ได้ว่าเป็นความสำคัญที่รัฐรับรองแล้วเมื่อประเทศไทยส่งรูปปั้นแม่โพสพไปตั้งไว้ในศาลาไทยในงานนิทรรศการโลก (World Exhibition) ที่กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2482 ซึ่งเป็นสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ปัจจุบันของแม่โพสพ
 
              ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยทางธุรกิจที่มุ่งเน้นการค้ากำไร ชนิดที่คนไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะชาวนาไม่อยู่ในฐานะผู้กำหนด หากแต่เป็นผู้ถูกกำหนด แม้ว่าภูมิปัญญาชาวบ้านได้ถูกเทคโนโลยีและวิธีคิดแบบฝรั่งเบียดตกคันนาไปทีละเล็กละน้อย วิกฤติต่าง ๆ ได้ก่อตัวและขยายตัวขึ้นในวิถีชีวิตไทยดังเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้ว
 
              แม้ว่าในการสอนลูกไม่ให้ตักข้าวมาแล้วกินเหลือ หรือทำข้าวตกพื้นแล้วเหยียบย่ำ ผู้เขียนจะมิได้อ้างแม่โพสพ แต่ก็ได้เล่าให้ลูกฟังว่าแม่ของแม่เคยสอนไว้อย่างไร ลูกซึ่งอาจเป็นตัวแทนของเด็กในเมืองยุคปัจจุบันได้ แม้จะยังคุ้นกับนิทานแต่เมื่อฟังแล้วก็ไม่เชื่อเรื่องเทวดารักษาข้าว ก็ตามแต่
 
              แม่โพสพก็ยังอยู่ในวิถีไทยทั้งอย่างที่เคยอยู่และอย่างที่ไม่เคยอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์
 
              อย่างที่เคยอยู่ก็คือ อย่างเป็นมิ่งเป็นขวัญของข้าวในนาในยุ้งฉาง
 
              อย่างที่ไม่เคยอยู่ก็คืออย่างเป็นรูปบูชาในบ้านในเมือง
 
              แม้จะเป็นแม่โพสพนอกนาแต่ก็ยังคงนัยสำคัญในฐานะผู้ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ให้มนุษย์อยู่ไม่เสื่อมคลาย
นับเป็นพัฒนาการทางความเชื่อที่อธิบายไม่ยากในสังคมที่มีรากฐานมาจากเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนา เช่นสังคมไทย
 

   ขอบคุณผู้ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลเรื่องและภาพ

 

รศ. ดร. เอี่ยม ทองดี
คุณเอนก นาวิกมูล
ผศ. ดร. เสาวณิต วิงวอน
คุณพยัพ คำพันธุ์
คุณพุทธชาด พิพัฒนกุล
คุณนัท กรุงสยาม
บ้านพิพิธภัณฑ์
คุณสุภาภรณ์ ไชยภัฏ
คุณอโณทัย เทวราชสมบูรณ์
ตลอดจนผู้ที่ได้ให้ความรู้ด้วยน้ำใจไมตรีแต่ผู้เขียนไม่ทราบชื่อทุกท่าน

 
บรรณานุกรม———————————————————————————————————————————
 
ข้าว…วัฒนธรรมแห่งชีวิต. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แปลน โมทิฟ, 2541.

คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, สำนักงาน. ข้าวกับวิถีชีวิตไทย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา กรมศาสนา, 2541.

คุณช่วย ปิยวิทย์. ทำนา (โคราช) : ประเพณี. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน 5 (2542): 1728-1736.

จ. เปรียญ. ตำราสูตรขวัญโบราณต่าง ๆ. กรุงเทพมหานคร: อำนวยสาส์น การพิมพ์, 2532.

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธี 12 เดือน. พิมพ์ครั้งที่ 13. พระนคร: สำนักพิมพ์แพร่พิทยา, 2514.

เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ พระประวัติและพระนิพนธ์บทร้อยกรอง. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์บรรณาคาร, 2516.

ทำขวัญต่าง ๆ. พระนคร: โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ, 2511.

ไทยในสมัยรัฐธรรมนูญ ที่ระลึกในงานฉลองวันชาติและสนธิสัญญา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พานิช ศุภผล, 2482.

บุญชื่น ชัยรัตน์. แม่โคสก. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ 10 (2542): 5318-5320.

ประชุมจารึกวัดพระเชตุพนฯ
. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวพร, 2517. (พิมพ์ใน งานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริ) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 23 เมษายน 2517)

ประชุมเชิญขวัญ. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร: กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2525.
(พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานฉลองพระประธานและทำบุญอุทิศถวายแด่ พระอาจารย์ทรัพย์ ฐิติโก (ทรัพย์
สุดสำอางค์) ณ พระอุโบสถวัดหนองตาบุญ วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม 2525).

พระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์กับประชาชน.
กรุงเทพมหานคร: คณะกรรมการจัดงานสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี, 2525.

มหาทองใบ ปฏิภาโณ. พิธีทำขวัญต่าง ๆ และแหล่ภาคกลางภาคอิสาน. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์อำนวยสาส์น, 2525.

มหาเสวกตรี พระยาอนุศาสตน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร). ใน หนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงบำรุงราชบริพาร (อำพัน สุนทรเวช). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์บูรพาศิลป์การพิมพ์, 2524.

วิชา ทรวงแสวง. พระแม่โพสพ : นิทาน. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง 9 (2542): 4171.

วุฒิ บุญเลิศ . ผี้บื้อโย. เมืองโบราณ 19 (ตุลาคม-ธันวาคม 2536): 11-20.

สมเกียรติ โล่ห์เพชรัตน์. พระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพมหานคร: วัตถุโบราณ, 2540.

อุดม หนูทอง. แม่โพสพ. สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ 7 (2529): 2873-2874.

อุดม หนูทอง และ พ่วง บุษรารัตน์. แม่โพสพ : ตำนาน. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ 13 (2542): 6188-6189.

เอี่ยม ทองดี. ข้าว : วัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลง. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มติชน, 2538.
 
 
หน้าหลัก
บทความ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน เลขที่ ๕๐ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ๑๐๙๐๐
โทรศัพท์ : ๐๒-๕๗๙- ๕๕๖๖-๘ ต่อ ๔๐๒ โทรสาร : ๐๒-๙๔๐-๖๙๗๙
 email address : lit@ku.ac.th